Shufuchan

[ชีวิตที่ญี่ปุ่น] อยู่ญี่ปุ่นจะซื้อบ้านหรือเช่าอยู่ดี By สะใภ้ปลาแดกในแดนปลาดิบ

[ชีวิตที่ญี่ปุ่น] ซื้อบ้านที่ญี่ปุ่นหรือเช่าอยู่ต่อไปดี

สวัสดีค่ะ  ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ

ดิฉันมีนามว่า ‘‘สะใภ้ปลาแดกในแดนปลาดิบ’’ 


ดิฉันเป็นสะใภ้ที่มาจากดินแดนทางภาคอิสานของประเทศไทย มาพบรักกับหนุ่มปลาดิบที่ไม่กินปลาแดก แต่ก็อยู่ด้วยกันได้อย่างครึกครื้น เหมือนรถอีแต๋นที่วิ่งอยู่บนทางลูกรัง

เป็นสะใภ้ปลาแดกที่อยู่ในดินแดนปลาดิบนี้มารวมเวลาทั้งก่อนแต่งงานและหลังจากแต่งงานแล้วเป็นเวลาเกือบจะ 15 ปีแล้วคะ

อยากจะขอแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อบ้านในญี่ปุ่นให้เพื่อนๆฟังค่ะ

 บทความนี้เป็นบทความแรกของสะใภ้ปลาแดกในแดนปลาดิบ

หวังว่าคงจะสนุกและเป็นประโยชน์บ้างเล็กน้อยนะคะ สำหรับคนที่คิดจะตัดสินใจซื้อบ้านในญี่ปุ่น

      เริ่มต้นจาก…หลังจากแต่งงานแล้วก็อาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ก่อนคะ อยู่ได้สักพักหนึ่ง ก็คิดอยากย้ายออกไปอยู่กันเองตามประสาผัวเมียข้าวใหม่ปลามัน

 แต่เนื่องจากบ้านที่อาศัยอยู่ค่อนข้างเล็ก  และพ่อแม่ก็ต้องการความเป็นส่วนตัว  สะใภ้ปลาแดกในแดนปลาดิบอย่างดิฉันและสามีเลยตัดสินใจช่วยกันคิดว่าเราควรย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเพื่อจะได้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

แต่จะไปอยู่ที่ไหนดี?  จะเช่าหรือจะซื้อบ้านเลยดี?

   

  ถ้าเช่าบ้าน ก็จะต้องเสียค่าแรกเข้า(เงินกินเปล่า) ซึ่งก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยและก็คิดว่าไหนๆก็ต้องเสียค่าเช่าทุกเดือนแล้ว ก็ซื้อมันซะเลยดีกว่า คิดว่าเสียค่าผ่อนบ้านก็เหมือนเสียค่าเช่านั่นแหละ    

จากนั้นก็ไปติดต่อฟุโดซัง (不動産) ซึ่งเป็นตัวแทนในการดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับบ้านให้เราไม่ว่าจะเป็นเช่าบ้านขายบ้านซื้อบ้าน

 ในตอนที่ซื้อบ้านช่วงเวลานั้น ซื้อบ้านง่ายมากๆ ขอแค่เป็นบุคคลที่มีอาชีพการงานมั่นคงไม่ต้องมีเงินดาวน์(頭金อะตะมะคิง) ก็สามารถซื้อบ้านได้

หลังจากติดต่อแจ้งความจำนงว่าอยากจะซื้อบ้านกับฟุโดซัง ก็ง่ายแสนง่ายคะ ข้อมูลต่างๆนานา ฟุโดซังช่วยจัดหามาให้เพียบ เพียงแค่เราบอกความต้องการไปว่าอยากได้บ้านแบบไหน บ้านแบบ ที่สร้างไว้ขายแล้ว หรือบ้านที่ปลูกขึ้นใหม่ออกแบบตามใจเรา

หลังจากตกลงว่าต้องการบ้านแบบไหน ดูทำเลเรียบร้อย ตกลงทุกอย่างเรียบร้อย ก็เซ็นสัญญากันไปมากมาย ไม่รู้อะไรต่อมีอะไรบ้าง

หลังจากซื้อบ้านเรียบร้อยก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆดังนี้คะ

1.ค่าผ่อนบ้านต่อเดือน

2.ค่าภาษีบ้านต่อปี โดยประมาณจะอยุ่ที่80,000-100,000 yen (อันนี้คือบ้านขนาดธรรมดาทั่วไปนะคะไม่เล็กไม่ใหญ่ ภาษีบ้านจะแพงตามขนาดพื้นที่บ้านคะ)

3.ค่าประกันแผ่นดินไหว เป็นรายปี (เฉพาะความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหวเท่านั้น) ราคาขึ้นอยู่กับประเภทการคุ้มครองขนาดพื้นที่บ้าน ประกันตัวนี้บังคับให้ทำ

4.ค่าล้างท่อระบายน้ำรายปี โดยประมาณปีละ 18,000 yen 

5.ค่าฉีดปลวก ราคาอยุ่ที่ประมาณ 90,000 yenขึ้นไป โดยส่วนใหญ่รับประกันประมาณ 5-10 ปี แล้วแต่ขนาดของบ้าน และระยะเวลาในการรับประกัน

บ้านญี่ปุ่นที่สร้างในช่วงสมัยนี้  ยกเว้นเสาบ้านแล้ว ประตูหน้าต่าง  วงกบ ส่วนใหญ่แล้วทำด้วยไม้เนื้ออ่อน  ซึ่งเป็นอาหารอย่างดีของปลวกเลยคะ  ดังนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้มีความจำเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

หลังจากให้คนมาฉีดปลวก เจ้าหน้าที่ก็จะลงไปดูใต้บ้าน และจะถ่ายรูปมาให้เราดูว่ามีปลวกไหม มีมากน้อยแค่ไหน และบางทีก็จะมีแจ้งว่า โครงสร้างที่เป็นอิฐที่อยู่ใต้บ้านซึ่งปรกติเราจะมองไม่เห็น เจ้าหน้าที่จะถ่ายมาให้ดูด้วยว่ามีรอยร้าวไหม ถ้ามีก็จะแจ้งว่าควรจะทำการซ่อมแซมตรงนั้นด้วย ค่าใช้จ่ายก็จะขึ้นอยู่กับว่ามีรอยร้าวมากแค่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้วบ้านที่สร้างเป็นเวลา10 ขึ้นไป ก็มักจะมีรอยร้าวตรงนี้เพราะประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหว อยู่บ่อยครั้งทำให้เกิดรอยร้าวได้ง่าย และค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับขนาดของรอยร้าว แต่ก็ไม่ใช่น้อยๆเลยคะเป็น 100,000 yen ก็ ขึ้นไป

6.ค่าทาสีบ้านและซ่อมบำรุง หลังจากอยู่ไปแล้วประมาณ 10 ปีขึ้นไป ก็จะมีการบริการหลังการขายที่ดีมากจากฟุโดซัง มาช่วยเช็คบ้านให้มาดูว่าถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลซ่อมแซมทำอะไรเพิ่มเติมไหมบ้านเราจะต้องทาสี ทาน้ำยาเคลือบบ้านอะไรประมาณนี้ไหม และบริษัทก็แนะนำว่าควรจะทำเพราะถ้าไม่ทำ ขอบยางที่เชื่อมระหว่างกำแพงบ้านแต่ละอันจะเสื่อมและจะทำให้น้ำซึมเข้าได้ทีละน้อย ทำให้เกิดความชื้น และถ้าทิ้งไว้นานก็จะต้อง เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

นอกจากนั้นหลังคาถ้าไม่ทาสีกันสนิม ก็จะเกิดสนิมและผุได้ง่าย ถ้าปล่อยทิ้งไว้ น้ำก็จะซึมเข้าบ้านและอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม

(ถ้าบ้านที่หลังคาเป็นกระเบี้องก็ไม่ต้องทาสีกันสนิม แต่บ้านสมัยใหม่เดี๋ยวนี้มักจะเป็นหลังคาบางๆ จึงจำเป็นต้องทาสีกันสนิมด้วยเมื่อเวลาผ่านไป)        

ค่าทาสีบ้านเปลี่ยนยางและซ่อมบำรุง อยู่ที่ประมาณ1.000,000 yenขึ้นไป

แต่ที่รู้สึกแย่และเจ็บใจที่สุดคือ หลังจากอยู่อาศัยได้ไม่น่าน มีคนมาขายเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ให้เปลี่ยนจากการใช้แก็สมาเป็นระบบไฟ้ฟ้า และแนะนำว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากเลยทีเดียว เราก็หลงเชื่อ

หลังจากตกลงทำสัญญาเปลี่ยนจากระบบแก็สเป็นไฟฟ้าแล้ว พนักงานบอกเราว่า ขั้นตอนต่อไปคือ ต้องแจ้งยกเลิกระบบแก็สกับบริษัทแก็สก่อน พอไปแจ้งยกเลิกบริษัทแก็สบอกว่าต้องเสียค่ายกเลิกเป็นจำนวน140,000 yen เพราะว่ายังใช้ระบบแก็สไม่ถึง10ปีตามสัญญาเลย ฟังแล้วจะเป็นลม

รู้สึกเหมือนโดนบริษัทไฟฟ้าหลอกยังไงไม่รู้ เพราะตอนแนะนำให้ฟัง อธิบายถึงแต่ข้อดีของระบบไฟฟ้า แต่ไม่ยอมบอกเลยว่าถ้ายกเลิกแก็สก่อนระยะเวลาที่กำหนดจะต้องเสียค่าปรับ(เชื่อว่าบริษัทไฟฟ้าต้องรู้อยู่แล้วเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าบ้านหลังไหนถ้าจะยกเลิกก็ต้องใช้ให้ครบสัญญาก่อนซึ่งโดยปรกติแล้วสัญญาการใช้ระบบแก็สตามบ้านก็จะอยู่ที่ 10 ปีขึ้นไป และบ้านก็เป็นบ้านใหม่ตอนคุยกันพนักงานขายระบบไฟฟ้าก็ถามว่าบ้านสร้างมานานหรือยัง

ซึ่งเขาต้องรู้ตรงนี้ดีว่า เพิ่งใช้ระบบแก็สมาไม่นาน ถ้าจะเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้า แน่นอน ว่าต้องเสียค่ายกเลิกแน่ และถ้าลูกค้ารู้ตรงนี้ก็คงไม่ทำ เลยไม่ยอมบอกลูกค้า

ตอนนั้นรู้สึกโกรธพนักงานขายระบบไฟฟ้ามาก และโกรธตัวเองด้วยที่เสียรู้พนักงานขาย

สรุปว่า ต้องเสียค่ายกเลิก เป็นเงิน 140,000 yen และยังต้องเสียค่าเปลี่ยนระบบ เป็นเงิน 800,000 ซึ่งถ้ามาคิดดูแล้วก็ไม่ได้ ประหยัดไปกว่ากันเลย

จริงอยู่ค่าไฟลดลงทุกเดือน เดือนละประมาณ12,000 yen ก็จริง

แต่เสียค่า ยกเลิกแก็ส เสียค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าใหม่ รวมเป็นเงินไม่ใช่น้อยเลย

หลังจากต้ดสินใจซื้อบ้าน  เมื่อได้บ้านมาแล้วนอกจากค่าผ่อนบ้านที่กินระยะเวลายาวนานหลายปีทุกเดือนแล้ว  

ก็ยัต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่นค่าติดผ้าม่านค่าติดตั้งแอร์ ค่าติดสายเคเบิ้ล ฯลฯ

ถ้าหากว่ายังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักปักฐานที่ไหนดี หรือว่าการงานไม่มั่นคง  การเช่าบ้านก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี  เพราะว่าจะย้ายไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้  

แต่ถ้าซื้อบ้านแล้ว ต้องย้ายที่อยู่แล้วจะขายราคาบ้านจะลดลงอย่างมาก เราไม่มีทางได้กำไรจากการขายบ้านในญี่ปุ่นอย่างแน่นอนคะ

แต่ถ้าหากคิดว่าจะสร้างครอบครัว มีงานมีการเป็นหลักแหล่งไม่ย้ายไปไหน และจะตั้งรากฐานที่มั่นอย่างแน่นอนแล้ว

การตัดสินใจซื้อบ้านก็ถือว่าเป็นเรื่องดีคะ  เพราะหากเราคิดจะอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น  ถ้าเราไม่ผ่อนบ้านเราก็ต้องเช่าอยู่ อยู่ดี

 

ถ้าเราเช่าอยู่เราก็จ่ายแค่ค่าเช่า หรือค่าบำรุงรายเดือนเล็กๆน้อยๆไม่มากมายเหมือนซื้อบ้าน

แต่ข้อดีของการซื้อบ้านก็คือ  เราจ่ายหนักตอนที่เรายังแข็งแรง  พอเราแก่ลง จ่ายค่าผ่อนบ้านหมด เราก็มีที่อยู่ ได้อยู่บ้านของเราเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าอีกต่อไป

และในหลายๆที่ราคาค่าผ่อนบ้านก็ถูกพอๆกับค่าเช่าเลยทีเดียว  จะหนักก็ตรงที่ค่าบำรุงรักษา ค่าประกัน และภาษีเท่านั้นเอง

ถึงแม้ว่า เราจะต้องจ่ายภาษีรายปีทุกปี เป็นเงินโดยประมาณ70,000yen-100,000yen(อาจจะแพงหรือถูกกว่านี้ขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่อาศัย และขนาดของบ้าน)

แต่ถ้าคิดการจ่ายภาษีเป็นรายเดือนแล้วก็ยังถูกกกว่าการเช่าอยู่มาก ๆ

ในเวลาที่เราอายุมากแล้ว ทำงานไม่ได้แล้ว  แต่ยังต้องมาจ่ายค่าเช่ารายเดือนในราคาแพงเราก็คงทำไม่ได้แล้ว

บางคนอาจจะคิดว่า พอตอนแก่ก็ไปขอดันจิ(団地อพาร์ตเมนต์สำหรับคนยากไร้) อยู่ก็ได้ราคาถูก  

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไปอยู่ดันจิได้ทุกคน  

คนรอคิวเข้าอยู่เป็นจำนวนมาก ม่ใช่เรื่องง่ายเลยคะ

หวังว่าเรื่องราวและข้อมูลในบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการคิดพิจารณาเรื่องซื้อบ้านที่ญี่ปุ่นได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

                                                                                                                                                                                                 เรื่องโดย สะใภ้ปลาแดกในแดนปลาดิบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts