Shufuchan

ดราม่าชีวิตจริงแม่บ้านในญี่ปุ่น Part 2(ตอนจบ) : ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี โดย ตุ๊กตามามิ

ดราม่าชีวิตจริงแม่บ้านในญี่ปุ่น Part 2 : ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี

โดย ตุ๊กตามามิ

         ดิฉัน ตุ๊กตามามิ มาอยู่ญี่ปุ่นได้ 2 ปีครึ่ง แต่งงานกับสามีญี่ปุ่นได้ 1 ปีครึ่ง 

ตอนนี้เป็นแม่บ้านเต็มตัวอยู่จังหวัดชิบะ งานอดิเรกชอบทำอาหาร ออกกำลังกาย ดูหนัง 

วาดรูปทั่วๆไป เป็นเรื่องราวที่จะแชร์สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก….

      มาต่อจากครั้งที่แล้วที่เล่าทิ้งท้ายไว้ว่า ได้พบกับสามีคนญี่ปุ่นครั้งแรกตอนเขามาเที่ยวที่ร้าน  บังเอิญวันนั้นผู้หญิงฟิลิปปินส์ที่เคยนั่งกับสามีประจำหยุดเราเลยได้ไปนั่งแทนและเราก็ได้แลกไลน์กัน

หลังจากนั้นทุกครั้งที่สามีมาก็ไม่เคยได้ไปนั่งโต๊ะสามีอีกเลย ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไรและไม่ได้สนใจสามีเลยมองเพียงเป็นลูกค้าที่ทักไลน์มาคุยกับเรา เช้า-กลางวัน-เย็นทุกวัน เราจะมองเป็นเรื่องปกติเนื่องด้วยมีลูกค้าทักมาคุยแบบนี้ปกติอยู่แล้ว และตอนนั้นก็ยังอยู่กับแฟนคนไทยเลยไม่ได้คิดจะมองใคร 

พอเรามีงานทำแฟนคนไทยก็ไม่เคยไล่เราออกจากห้องอีกเลย ชีวิตประจำวันของเราก็ตื่น 6 โมงเช้ามาห่อปิ่นโตให้แฟนคนไทยไปทำงานทุกวันล้างจานที่มันแช่ทิ้งไว้จากกินเมื่อคืน ตอนเราไปทำงาน ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง คือพูดง่ายๆว่า ทำทุกอย่างโดยที่แฟนคนไทยไม่เคยได้ทำอะไรเลย นอกจากตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน เลิกงานมากินข้าวดื่มเบียร์วันละแพ็คแล้วก็นอน ถ้วยชามก็จะทิ้งกองไว้บนโต๊ะแบบนั้นเพื่อรอให้เราเลิกงานกลับมาเก็บล้างเป็นแบบนี้ประจำทุกวัน วันอาทิตย์หยุดมันก็จะไปเล่นปาจิงโกะ ทุกวันที่ 5 เงินเดือนมันออกมันจะรีบเอาเงินไปใช้หนี้ในส่วนตัวของมันที่ก่อคนเดียวและที่เหลือคือ โอนเงินกลับให้ลูกมัน 2 คนหมด ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่ากินค่าใช้จ่ายต่างๆ ในญี่ปุ่นเราต้องเป็นคนจ่ายรวมถึงเงินไปทำงานของมันทุกวันด้วย เราก็ยอม ถามว่าทำไมถึงยอม ทั้งๆที่รู้และเห็นแล้วว่าแฟนคนไทยมันเป็นคนเห็นแกตัว เราก็ยังยอม เพราะคำว่า “รักคำเดียวนี่แหละ” 

มีช่วงหนึ่งมันติดปาจิงโกะและเอาเงินในกระเป๋าเราไปเล่นจนหมด เราก็ต้องดิ้นหางานกลางวันเสริมใครจ้างให้ไปทำอะไรก็ทำหมดไม่เกลี้ยงว่าจะได้เงินมากเงินน้อยขอแค่เป็นเงิน รับจ้างทำความสะอาดร้าน รับจ้างดูแลคนแก่สาระพัดจะทำ เราทำงานทั้งกลางวันกลางคืนจนไม่สบาย แต่แฟนคนไทยก็ไม่เคยใยดีที่จะดูแลเลยจะมีก็แต่ป้าข้างห้องที่แกสงสารคอยเอาข้าวเอายามาให้กิน ต่อให้ป่วยแค่ไหนก็ไปทำงานเหมือนเดิม 

Cr.https://free-materials.com

ในช่วงระหว่างนั้นเราก็คุยไลน์กับสามีเชิงระบายความอึดอัดที่ทำงานที่ร้านให้ฟัง โดนมาสเตอร์จีบ หึงหวงเรากับลูกค้า มีปัญหากับผู้หญิงฟิลิปปินส์บ้างโน้นนี้นั้น สังคมผู้หญิงกลางคืนบอกเลยว่า อิจฉา ริษยากันแรงมาก ยิ่งถ้าเรายิ่งขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของร้านที่ลูกค้าทุกคนที่เข้ามาต้องเรียกหารู้จักเราและเจาะจงให้เรานั่งด้วยแล้วล่ะก็ ผู้หญิงฟิลิปปินส์และผู้หญิงญี่ปุ่น พูดง่ายๆ คือที่ลูกค้าจัดอันดับให้เบอร์รองลงไปจะลุ่มเล่นสงครามประสาทกับเราเลยล่ะ สารพัดที่จะโดนไม่มีวันไหนเลยที่เลิกงานกลับห้องมาแล้วจะไม่ร้องไห้ หนักๆ เข้าปกติเราก็จะยอม ไม่สนใจ 

Cr.https://publicdomainq.net/

มีครั้งหนึ่งเราเริ่มทนไม่ไหวจนเราจับเอาที่เขี่ยบุหรี่กำไว้แน่นกะว่าจะขอฟาดหน้ามันสักที คือบอกเลยว่าตอนนั้นคิดยอมกลับเมื่อไทย แต่เพื่อนผู้หญิงคนไทยที่ไม่มีวีซ่าเหมือนกันมาจับไว้และขอเราอย่าทำ ทุกครั้งที่มีปัญหาเครียดแฟนคนไทยจะไม่เคยสนใจเราเลย เราก็จะไประบายกับป้าข้างห้องบ้างระบายผ่านไลน์ให้สามีฟังบ้างแต่ก็ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับสามีเลยแค่รู้สึกคุยด้วยแล้วสบายใจดี จนมาวันหนึ่งเรามีปัญหากับแฟนคนไทยหนักขึ้น เวลาแฟนคนไทยกับพี่ชายไปหาแม่ที่นาริตะจะชอบค้างคืน แอบมีผู้หญิงโทรไปก็ไม่รับ หนักๆ เข้าเวลาเมาชอบอาละวาด ตบตีเราเวลาเราพูดไม่ถูกใจ ขอเลิกกับเรา แต่สิ่งที่เจ็บจี๊ดที่สุดที่มันมาบอกกับเราว่า “แม่มันหาผู้หญิงให้มันแต่งงานด้วยเพื่อจะได้วีซ่าแต่งงานและมันก็นอนด้วยกันแล้ว” เราได้ฟังแทบช็อค อึ้ง!! แสดงว่าเราโง่มาตลอดหาเงินให้มันใช้งกๆ เราแทบจะไม่ได้ใช้เงินหรือส่งเงินกลับบ้านให้แม่เลยด้วยซ้ำ ไม่เคยนอกใจทั้งๆที่มีลูกค้ามาจีบเยอะแยะ โดนกดดันจากทางร้านแค่ไหนลำบากแค่ไหนก็ไม่เคยคิดนอกใจได้แต่คุยไลน์กับลูกค้าเพื่อดึงเข้าร้านซึ่งแฟนคนไทยก็รู้และไม่เคยปิด ไม่เคยไปไหนกับลูกค้าเลยแม้แต่สามีก็ไม่เคยไปนอกจากคุยทางไลน์เท่านั้น ถ้าใครอยากเจอเราก็ต้องมาเจอที่ร้านเท่านั้น พอแฟนคนไทยขอเลิกเราไม่ร้องไห้เลย จนแฟนคนไทยยังอึ้ง เหตุผลที่ไม่ร้องและอ้อนวอนทั้งๆ ที่ก็ไม่มีที่ไปหรอก แต่พอคิดเห็นสิ่งที่มันทำกับเราไว้นั้นเลยได้แต่คิดว่าดีแล้วล่ะที่เลิกกันสักที 

หลังจากนั้นเราก็แยกกันนอนคนละห้อง ทุกอย่างหาญครึ่ง เงินใช้คนละกระเป๋า หลังจากนั้นเราก็ไม่สนใจแฟนคนไทยอีกเลย เราทำงานรอแค่เก็บเงินได้สักนิดเพื่อจะออกไปหาเช่าห้องอยู่เอง ระหว่างนั้นเราก็เริ่มสานสัมพันธ์กับสามีญี่ปุ่นโดยไปเที่ยวด้วยกัน ไปกินข้าวกัน 3 คนช่วงกลางวัน โดยทุกครั้งจะเอาเพื่อนคนไทยที่ทำงานด้วยกันไปด้วยตลอด แต่ระหว่างที่คุยกับสามี เราก็ได้คุยคบหากับผู้ชายที่ชื่อ เจ เป็นผู้ชายญี่ปุ่นอีกคนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเราจะรู้สึกชอบเจมากกว่าและคิดจริงจัง แต่ก็มีอันต้องเลิกกับเจด้วยที่ร้านรู้ว่าเราคบกัน แต่ไม่รู้ว่าเราคบกับสามีด้วย ซึ่งการคบกับลูกค้าในร้านเป็นแฟนไม่ผิด แต่เนื่องด้วยมีลูกค้าหลายๆ คนที่มาชอบเราพูดกันหนาหูทำให้ลูกค้ามาร้านลดลง ทำให้มาสเตอร์และมาม่าไม่พอใจเลยเกิดทะเลาะกันบวกกับเราจับได้ว่า เจมีผู้หญิงคนอื่นเลยห่างไปจนไม่คุยกัน 

เราเริ่มทำงานที่ร้านลำบากมากขึ้นโดนกดดันสารพัดจนเราได้มองหาร้านใหม่และอพาร์ทเม้นให้อยู่  เพราะแฟนคนไทยแรกๆก็จ่ายหารคนละครึ่งดีอยู่หรอก ยืมเงินก็คืนตรง แต่พอหลังๆ ไม่หนีไม่จ่ายช่วยทั้งๆ ที่ตกลงกันแล้ว เราเลยเริ่มคิดแล้วว่าถ้าเป็นแบบนี้เราออกไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

เราเลยขอหยุดงาน 1 วันบอกที่ร้านว่า เราไม่สบายและให้ป้าพามาคุยกับร้านสแน็คเจ้าของเป็นคนไทยที่เคยติดต่อขอให้เราไปช่วย ทางมาม่าร้านคนไทยก็รับและให้ค่าจ้างเท่ากับร้านเดิม พร้อมให้มาพักอยู่ด้วยฟรี แต่เราก็ได้ขอว่าขอทำร้านเก่าจนรับเงินเดือนก่อน แต่ยังไม่ทันได้รับเงินร้านเก่าเลยมันก็ให้เราพักงาน เราเลยตัดสินใจออกจากร้านเดิมและไปเก็บของที่ร้าน โดยสามีและป้าข้างห้องขับรถพาไป  ตอนแรกทางร้านเก่าไม่คิดว่าเราจะออกจริงพอรู้ว่าเราจะออกจริงเลยพยายามตามมาง้อที่อพาร์ทมาคุยกับป้า แต่เราไม่ออกมาคุยและอีกวันเราก็ได้ย้ายมาทำสแน็คร้านเจ้าของคนไทยและก่อนย้ายเราก็ได้มีเรื่องตบตีกับแฟนคนไทยด้วยว่ามันไม่คิดว่าเราจะย้ายไปจริงๆ 

พอเราย้ายมาทำงานร้านใหม่สักพักประมาณ 2 เดือน เพื่อนคนไทยที่ทำงานร้านเก่าก็โดนนิวกังจับกลับเมืองไทย อีกต่อมาประมาณ 2 เดือน ป้าข้างห้องก็โดนนิวกังลงจับที่อพาร์ท แต่แฟนคนไทยรอดเพราะมันปีนไปแอบอยู่บนฝ้าเพดาน 

ในระหว่างช่วงนั้นเรากับสามีได้คุยกันเรื่องแต่งงานและเราได้มีข้อตกลงระหว่างเรา 2 คน หลังจากนั้นสามีได้พาไปให้พ่อแม่เค้าดูตัวเพื่อขออนุญาตแต่งงานช่วงนั้นเรารีบมาก เพราะกลัวโดนจับก่อน การเตรียมเอกสารต่างๆ ต้องมอบอำนาจและส่งให้ทางครอบครัวที่เมื่อไทยวิ่งเต้นเอาเอกสารให้โดยใช้เวลานานมาก หลังจากได้เอกสารมาครบแล้ว เราก็ได้ไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอ 

ต่อมาเราก็ได้จ้างทนายและไปที่นิวกังที่โตเกียวเพื่อขอมอบตัวและยื่นขอให้พิจารณาวีซ่า วันแรกสัมภาษณ์ 2-3 ชม ทำประวัติไม่นานก็ถูกปล่อยกลับบ้าน ระหว่างรอโทรเรียกครั้งที่ 2 นิวกังก็จะมีโทรเข้าเบอร์บ้านมาเช็คและก็โทรมานัดวันอีกห่างจากครั้งแรก 1 เดือน คราวนี้สัมภาษณ์ทั้งวันและปล่อยกลับพอครั้งที่ 3 นิวกังก็โทรมานัดอีก คือ สามีได้วางเงินจำนวนหนึ่งเพื่อประกันเราออกมา พร้อมกับนิวกังให้มา 1 เดือนซึ่งหมายถึงเราอยู่ประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวโดนจับ 

แต่ก็มีข้อแม้ห้ามออกนอกเขตจังหวัดที่เราอยู่นอกจากมานิวกังที่โตเกียวเท่านั้น พอครบ 1 เดือนก็ไปรายงานตัวที่นิวคังก็ให้มา 3 เดือนและพอหมดไปอีกก็ได้ 3 เดือนมาอีกแบบนี้ วันที่ 29 เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ครบ 3 เดือนอีกรอบค่ะ 

การทำผิดกฎหมายแล้วจะมาทำให้ถูกกฎหมายนั้นคงต้องใช้เวลาและตอนนี้ก็รอมา 1 ปีเต็มแล้วแต่ก็ยังได้แค่ 3 เดือนตลอด เมื่อไรที่วีซ่าแต่งงานออก 1 ปีนั้น หมายถึงสิ้นสุดการรอคอยของเรากับสามีแล้วค่ะ เรากับสามีคุยกันไว้ว่าเมื่อไรที่วีซ่าแต่งงานออกเราจะกลับไปจัดงานแต่งงานที่เมืองไทยค่ะ

  

ขอฝากเรื่องราวจากประสบการณ์จริงในชีวิต กว่าจะผ่านมาได้ไม่ใช่จะโชคดีเสมอไป คิดว่ามันเป็นชะตาชีวิตและพรหมลิขิต

และรู้สึกได้ทำตัวเป็นประโยชน์มีคุณค่าที่ได้นำเรื่องราวตรงนี้มาเล่าแบ่งปันให้กับทุกคน หวังว่าจะได้แง่คิดไม่มากก็น้อยจากเรื่องราวครั้งแรกของเรา แล้วมาติดตามบทความจาก ตุ๊กตามามิ กันใหม่นะคะ

เรื่องโดย ตุ๊กตามามิ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts