พื้นฐานการเลี้ยงลูกแบบฉบับคนญี่ปุ่น

7 เรื่องพื้นฐานที่ควรสอนลูกให้ติดเป็นนิสัย

gatag-00006745

การเลี้ยงลูกหนึ่งคนตั้งแต่แรกเกิดจนสามารถยืนหยัดด้วยตนเองได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับชีวิตคนเป็นพ่อแม่

และชุฟุจังเชื่อว่าคุณแม่เกือบทุกคนคงมีปัญหากลุ้มใจระหว่างที่เลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่เพราะลูกมักจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด ประมาณว่าเราอยากให้ทำแบบนี้แต่ก็จะไปทำอีกอย่างหนึ่ง ทำให้การเลี้ยงลูกไม่เป็นไปอย่างราบรื่น

บางครั้งก็ทำให้รู้สึกเครียด ท้อหรือไม่มั่นใจในตัวเองว่า

นี่เราเลี้ยงลูกได้ดีพอหรือยัง สอนลูกแบบนี้ถูกต้องหรือไม่

และจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นเด็กที่มีจิตใจแข็งแกร่ง

เลี้ยงอย่างไรให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีอนาคตก้าวไกลและประสบความสำเร็จในชีวิตได้

ฯลฯ

สำหรับวันนี้ชุฟุจังขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับพื้นฐานการเลี้ยงลูก

 หวังว่าจะเป็นแนวทางอ้างอิงในการอบรมสั่งสอนลูกของคุณแม่ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่

ลองไปอ่านกันดูเลยนะคะ


1.สอนให้ลูกรู้จักการทักทายเป็นอย่างดี

free-illust646

     พื้นฐานของการสื่อสารนั้นอยู่ที่ “การทักทาย” หากลูกสามารถทักทายผู้อื่นด้วยความนอบน้อมจนติดเป็นนิสัยแล้ว ไม่ว่าจะพบเจอใครก็รู้จักยกมือไหว้หรือโค้งพร้อมกล่าวทักทายจะทำให้เด็กดูน่าเอ็นดู น่าคบหาและสื่อถึงว่าได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี และที่สำคัญการทักทายด้วยความนอบน้อมตั้งแต่แรกพบนั้นเป็นที่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งเด็กที่มีนิสัยตรงนี้กับเด็กที่ไม่มีนั้น จะเกิดความแตกต่างกันเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

  •  การสอนให้รู้จักการทักทาย เริ่มต้นจากที่บ้าน เช่น เมื่อตื่นนอนพูดทักทายกับลูกว่า “สวัสดีตอนเช้า (おはよう โอะฮาโย)” ตอนกินข้าวพูดว่า “จะทานแล้วนะ (いただきます อิตะดะคิมัส)” ก่อนนอนพูดว่า “ราตรีสวัสดิ์ (おやすみなさい โอะยะสุมินะไซ)”

message2_konnichihamessage1_ohayou


2.สอนเรื่องกฎมารยาทในสังคม

gomimochikaeri

     การสอนเรื่องกฎมารยาทที่ต้องระวังในที่สาธารณะ เช่น รถบัส รถไฟ ออนเซน ฯลฯ เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกับการทักทาย

  •  พื้นฐานการอบรมสั่งสอนนั้นอยู่ที่ครอบครัว ไม่ใช่ปล่อยเป็นหน้าที่ของทางโรงเรียน โดยการสอนเรื่องนี้อาจจะตั้งคำถามกับลูกว่า [อะไรที่ลูกไม่ชอบให้คนอื่นทำกับเรา] เมื่อลูกตอบว่าสิ่งไหนที่ไม่ชอบให้คนอื่นทำกับตัวเอง คุณแม่ก็จะได้โอกาสสอนและอธิบายว่าสิ่งนั้นคนอื่นก็อาจจะไม่ชอบให้เราทำกับเขาเช่นกัน ทั้งนี้วิธีการสอนและการอธิบายให้เขาเข้าใจนั้นต้องขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กด้วย

3.สอนให้ลูกรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำทุกวัน

kyusyoku_boy_girl

     เนื่องจากอาหารมื้อเช้าถือเป็นอาหารมื้อสำคัญกว่ามื้ออื่นๆ  การทานอาหารเช้าทุกวันจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและกระตุ้นพลังสมองช่วยในการเรียนรู้ กระตุ้นความจำและความกระตือรืนร้นทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมในหนึ่งวันได้อย่างเต็มที่ การทานอาหารเช้ายังช่วยเรื่องผลการเรียนของเด็กที่ทานอาหารเช้าได้ดีกว่าเด็กไม่ทานอาหารเช้าได้อีกด้วย คุณแม่จึงควรให้ลูกทานอาหารเช้าทุกวัน

  • อาหารเช้าที่ดีควรเป็นประเภทข้าว หรือถ้าเป็นขนมปังก็ควรเป็นขนมปังโฮลวีทหรือขนมปังจากแป้งข้าวเจ้าcc-library010008177

4.ให้ลูกได้ลองประสบการณ์ที่หลากหลาย

illust3278thumb

     สมมติว่า ขณะที่ลูกกำลังพยายามทำอะไรอยู่แล้วเกิดผิดพลาดขึ้น ตอนนั้นคุณแม่จะทำอย่างไรคะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกกำลังจะยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม แต่ดันทำน้ำหก คุณแม่จะหงุดหงิดโกรธหรือบ่นว่า “เอาอีกแล้วนะ(もう โม่ว)” หรือเปล่าคะ

     ถ้าเป็นแบบนี้ คุณแม่ทราบไหมคะว่า สิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่นั้นคือ การที่เขากำลังเรียนรู้ที่จะเติบโตต่อไปอีกขั้น โดยถ้าเกิดเราไม่พอใจหรือดุด่าว่าในสิ่งที่ลูกทำผิดพลาด อาจจะเป็นการกีดกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของลูกโดยไม่รู้ตัวก็ได้ และอาจจะทำให้เขาไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือเมื่อทำผิดพลาดแล้วไม่พยายามที่จะทำให้สำเร็จ เพราะกลัวโดนดุก็เป็นได้

     สำหรับกรณีตัวอย่างนี้ คุณแม่ไม่ควรดุว่าลูกแต่ควรเช็ดน้ำที่หกและพูดให้กำลังใจลูกว่า “ครั้งหน้าทำได้แน่นอน(次はできるよ ซึงิ วะ เดะคิหรุโยะ)” และให้ลูกลองทำใหม่อีกครั้ง 

และเด็กที่รู้ว่า “แม้จะทำผิดพลาดก็ไม่เป็นไร ลองทำใหม่ได้ ”  นั้นเป็นเด็กที่มีหัวใจที่แข็งแกร่ง

การที่ลูกจะมีหัวใจที่แข็งแกร่งสู้กับปัญหาโดยไม่ย่อท้อได้นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่นะคะ


5.ผลักดันและส่งเสริมจุดเด่นในตัวลูก

illust3587

 พ่อแม่ควรส่งเสริมสิ่งที่ลูกชอบและมีความถนัด เพราะจะทำให้เขาสามารถพัฒนาได้เร็วและดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ 

   อย่างบุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกหลายคนก็ได้รับการจุดประกายความเป็นอัจฉริยะจากการที่พ่อแม่ผลักดันและส่งเสริมความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวจนประสบความสำเร็จ 

   ว่าแล้ว เรามาลองสังเกตกันดูว่าลูกชอบหรือถนัดอะไร และน่าจะมีแนวโน้มเก่งด้านไหน เผื่อจะได้เป็นอัจฉริยะคนใหม่ในอนาคตก็เป็นได้นะคะ


6.แสดงความรักแบบไม่จำกัด

gi01a201503041500

เด็กที่มีความรู้สึกยอมรับในตัวเองสูง เช่นรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นที่ต้องการของใครสักคน จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีแนวโน้มที่จะมีนิสัยมุ่งมั่นพยายามที่จะท้าทายสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

และรากฐานของนิสัยเช่นนี้เกิดจาก ความรักจากพ่อแม่ ซึ่งเ
ป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้เกิดความรู้สึกยอมรับในตัวเองillust954

  • วิธีแสดงความรักต่อลูกก็จะแตกต่างกันไป บางคนอาจใช้คำพูดว่า “รักลูกนะ” “ขอบคุณที่เกิดมาเป็นลูกแม่” ฯลฯ และควรพูดบ่อยๆ เช่น ตอนอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือก่อนนอน เป็นต้น
  • สำหรับชุฟุจังแล้วมักจะแสดงความรักต่อลูกด้วยการสัมผัส เช่น การโอบกอด การอุ้ม การหอมแก้ม ลูบหัวเป็นต้น และคุณแม่ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่แสดงความรักต่อลูกแบบไหนกันคะ

7.คุณแม่ก็ต้องมีความสุขด้วยเช่นกัน

cafe_window

      มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่หมกมุ่นอยู่กับแต่เรื่องลูก คิดแต่เรื่องลูกจนลืมนึกถึงตัวเอง เรื่องของตัวเองเอาไว้ทีหลังจนทำให้ไม่ได้ผ่อนคลายจิตใจเท่าที่ควร ยิ่งคุณแม่ลูกเล็กด้วยแล้วล่ะก็ แทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวหรือเวลาดูแลตัวเองเลยก็ว่าได้ แต่อันที่จริงแล้วหากคุณแม่ปรารถนาจะให้ลูกมีความสุข ก่อนอื่นคุณแม่ก็ต้องแสดงท่าทีให้ลูกเห็นว่าเรามีความสุขด้วยเช่นกัน 

     ฉะนั้นตัวคุณแม่เองก็ควรที่จะหาเวลาผ่อนคลายจิตใจบ้าง อาจจะเอาลูกไปฝากเนอสเซอรี่ชั่วคราวหรือฝากให้ญาติดูแลแทนสักครึ่งวันหรือ 1 วัน หลังจากนั้นคุณแม่ก็ไปช็อปปิ้ง เข้าร้านเสริมสวยหรือไปนวดผ่อนคลาย เพื่อทำให้ร่างกายและจิตใจกระชุ่มกระชวยแล้วค่อยกลับมาเต็มที่กับการเลี้ยงลูกต่อไปก็ได้


เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับบทความ 7 เรื่องพื้นฐานที่ควรสอนลูกในวันนี้

พอจะเป็นแนวทางและนำไปปรับใช้ในการสอนลูกได้บ้างรืเปล่าคะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ

แปลและเรียบเรียงโดย ชุฟุจัง

ที่มาข้อมูล locari.jp